วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับการลงทุน 5 ข้อ

จาก : ธิติ ธาราสุข "คนหนุ่มรุ่นใหม่ในแวดวงการเงิน การลงทุน.."

"จุดได้เปรียบของผม อยู่ที่การใช้เครื่องมือและสัญญาณทางเทคนิคประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นหลัก"
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นมีหลายแนวทาง ทางหนึ่งก็คือการใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบเทคนิเคิล เช่น .."ธิติ ธาราสุข" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เน็กซ์วิว (ประเทศไทย) ได้เผยเคล็ดลับการลงทุนว่า เขายึดหลักการลงทุน 5 ข้อ เป็นแนวทางก่อนก้าวเท้าเข้าลงทุนในตลาดหุ้น..



หนึ่ง..จะ ต้องรู้ถึงแนวโน้มของตลาด หรือภาพรวมก่อนว่า ก่อนลงทุนต้องมอง “แนวโน้มเป็นเพื่อนของคุณ” (Trend is Your Friends) ถ้าตลาดเป็นขาลงไม่จำเป็นต้องลงทุน แต่พอตลาดเป็นขาขึ้น ก็ค่อยกระโจนลงสู่ตลาดหุ้นได้

สอง..จังหวะเวลา (Timing) ที่เหมาะสมเข้าลงทุน เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดทุกอย่างมี "วัฏจักร" มีทั้งขาขึ้นและขาลง

"เล่นหุ้นในเชิงเทคนิค คุณต้องลงทุนในช่วงขาขึ้นเท่านั้น อย่าไปเสี่ยงลงทุนในช่วงขาลง หรือสัญญาณจะปรับตัวเป็นขาลง"

สาม..ต้องดูดีมานด์และซัพพลายของตลาด

ธิติบอกว่า หุ้นแต่ละตัวมีอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับ "ตาชั่งวัด" จะมีการปรับตัวโยกขึ้น โยกลง และปรับสู่สมดุลเสมอ การเข้าสู่ตลาดตอนที่ตาชั่งแกว่งตัว ปรับจากการไม่สมดุลสู่สมดุล จะเกิดการปรับทิศทางแล้วค่อยเข้าลงทุนช่วงนั้น

"ช่วงที่ซัพพลายมากๆ จะเป็นช่วงเทขาย ขณะที่ซัพพลายน้อย ดีมานด์มากขึ้นถึงจุดสมดุล เราค่อยเข้าสู่ตลาด คือตลาดบ้านเราจะแกว่งตลอดเวลาตามดีมานด์และซัพพลาย"

สี่.."ห้ามโลภ"

หากได้กำไรเมื่อหุ้นขึ้นไป 1-2 ช่อง ให้ตัดขายทำกำไรทันที (ถ้าเล่นเร็ว) และให้คิดเสมอว่า หุ้นที่ขายแล้วแม้จะปรับตัวขึ้นไปอีก ให้ถือว่าคุณได้ถ่ายทอดความเสี่ยงแก่คนที่รับซื้อต่อ

"นักลงทุนบ้านเรา เวลาขายหุ้นไปแล้วขึ้น จะไปรับซื้ออีกครั้ง บางทีกลับเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้น"

และห้า..พิจารณาตัวเองก่อนเข้าตลาด โดยให้พิจารณาว่าตัวเอง "ได้เปรียบ" นักลงทุนคนอื่นหรือไม่

"ถ้าคุณไม่ได้เปรียบ แสดงว่าคุณเสียเปรียบ ห้ามลงทุนเด็ดขาด เมื่อประเมินตัวเองว่าได้เปรียบใครบ้าง อย่างนักลงทุนบ้านเรามี 2 แสนคน ก็ต้องมาพิจารณาว่าเราได้เปรียบกี่คนในสองแสนคน ถ้าไม่ได้เปรียบ คำตอบคืออย่าลงทุน"

แนวทางการลงทุนของธิติ เขาจะใช้หลักวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค และตัดสินใจลงทุนเป็นรอบๆ โดยเขาจะลงทุนเพียง 2-3 รอบต่อปี เท่านั้น

"การลงทุนเชิงเทคนิคอล มันเป็นเหมือนเวทมนตร์ เพราะมักมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ ผมจึงเปลี่ยนจากแนวการลงทุนปัจจัยพื้นฐาน มาเป็นการลงทุนเชิงเทคนิค ซึ่งลงทุนแล้วประสบผลสำเร็จจริง แม้หุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่เรารอให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไม่ไหว เพราะการปรับตัวขึ้นต้องใช้เวลานาน

และเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของหุ้นบลูชิพจะน้อยกว่าการเล่นแบบเทคนิค ซึ่งเมื่อหาจังหวะลงทุนที่เหมาะสมได้ ผลตอบแทนที่ได้จะสูงกว่ามาก โดยไม่ต้องลงทุนตลอดปี ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ และปีหนึ่งๆ ผมจะลงทุน 2-3 รอบเท่านั้น และหากตลาดหุ้นไม่ใช่ขาขึ้น ก็จะไม่ต้องลงทุนเด็ดขาด"

วิธีการเล่นทางเทคนิคของธิติ เขาจะสร้าง "โปรแกรม" ที่เรียกว่า "BOT" ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่หาข้อมูลและค้นหาหุ้นในตลาด โดยสร้างเงื่อนไขว่าต้องการหุ้นแบบไหน และหุ้นตัวไหนมีสัญญาณเป็นบวก จากนั้นจะใช้ความสามารถของคนมาคัดเลือกหรือสกรีนหุ้นให้เหลือ 2-3 หุ้น ที่มีสัญญาณชัดเจนและน่าสนใจลงทุนเท่านั้น

"จุดได้เปรียบของผม อยู่ที่การใช้เครื่องมือและสัญญาณทางเทคนิค มาประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นหลัก"

ธิติบอกว่า เขาเริ่มลงทุนเมื่อราวปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดอยู่ที่ 380 จุด และได้ปรับขึ้นเป็น 800 จุด มูลค่าการซื้อขายของตลาดสูงถึง 8 หมื่นล้านบาทต่อวัน

"ตอนเริ่มลงทุนใหม่ใช้เงิน 2 แสนบาท จากนั้นขยับขยายไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผลตอบแทนที่ได้จะคูณสอง จากนั้นมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 5 แสนบาทได้

จากนั้นผมเริ่มลดพอร์ต เพราะดัชนีได้ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป และมีสัญญาณลบออกมา โดยปกติเมื่อใดที่ค่าพีอีจะสูงถึง 31 เท่า แสดงว่าตลาดร้อนแรงเกินไปแล้ว จากนั้นจะปรับตัวลดลง แม้ช่วงนั้นค่าพีอีจะไม่ถึง 31 เท่า แต่มีสัญญาณบางอย่างไม่ดีออกมา ผมจึงกระโดดออกจากตลาด และลดพอร์ตลงมาเรื่อยๆ

ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตหุ้นของเขาอยู่ที่ 3.8 แสนบาท หลังจากที่ได้ทยอยขายหุ้นนำกำไรออกไปบ้างแล้ว

ส่วนจำนวนหุ้นในพอร์ต เขาจะเล่นหุ้นไม่เกิน 5 บริษัท เพื่อให้สามารถดูภาพรวมทั้งหมดได้ โดยกระจายลงทุนในหุ้น 3 ส่วนหลัก คือ ลงทุนหุ้นกลุ่มนำเข้า กลุ่มส่งออก และหุ้นกลุ่มพลังงาน

"ผมจะไม่ลงทุนหุ้นใหญ่ เพราะเล่นเทคนิคจะไม่ลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และไม่สนใจเงินปันผล แต่เราสนใจว่าเมื่อเราซื้อหุ้นแล้ว หุ้นต้องขึ้น เมื่อขายแล้วหุ้นต้องลง ซึ่งเป็นหลักเทคนิคอล"

ธิติบอกว่า ผลตอบแทนการลงทุนใน 2550 ไม่ค่อยสูงมากนัก จะอยู่ประมาณ 28-32%

"เพิ่งจะตีตื้นตอน 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่เราทำเงินได้มาก และหุ้นมีสัญญาณชัดเจนปรับตัวขึ้น จริง ๆ เริ่มตอนที่ตลาด Crash ไปครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเราจับสัญญาณได้ เราจึงเริ่มเข้าตลาด และซื้อเมื่อขึ้นไปสักพักจึงเริ่มขาย เราไม่สนใจว่าหุ้นนั้นเป็นอะไร แต่สนใจว่าเมื่อซื้อต้องขึ้น ขายต้องลง"

ปัจจุบันแนวทางการบริหารเงินส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทเน็กซ์วิว จะนำเงินลงทุน 30% ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยซื้อบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ จะซื้อเก็บและให้เช่า เงินลงทุนอีก 30% นำไปลงทุนในตลาดหุ้น

ส่วนที่เหลือ 40% เป็นเงินฝาก และลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

คัดลอกมาจาก http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=11668.0

โดย : นส.เพ็ญพร เดชะเลิศพาณิชย์ ID.5001203031

ถาม - ตอบ

1. แนวทางการลงทุนของธิติเขาใช้หลักอะไร และลงทุนกี่รอบต่อปี

2. ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตหุ้นของธิติอยู่ที่เท่าไหร่

3. ธิติจะเล่นหุ้นไม่เกิน 5 บริษัท เพื่อให้สามารถดูภาพรวมทั้งหมดได้ โดยกระจายลงทุน 3 ส่วนหลักได้แก่อะไรบ้าง

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธปท.คาดสินเชื่อไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นศก.


ตาม อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และนโยบายให้แบงก์เอกชน-รัฐปล่อยกู้มากขึ้น ชี้แบงก์แข่งดุปล่อยกู้เพราะเริ่มเห็นแบงก์ยอมลดกำไรในการปล่อยกู้แล้ว วันนี้ (27 ส.ค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจในไตรมาส 3/2552 พบว่า สถาบันคาดว่า สินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ซึ่งได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เริ่มส่งผลต่อการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายภาครัฐที่ให้สถาบันการเงินของรัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่ง ปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ ส่วนมาตรการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจะยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อ ต่อไป ตามความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อ นอกจากนี้คาดว่า ไตรมาส 3 สถาบันการเงินจะมีการแข่งขันมากขึ้น ทั้งจากการปล่อยสินเชื่อและการเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ทั้ง นี้ ธปท.มองว่า สภาพคล่องของสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงจะช่วยให้สถาบันการเงินผ่อน คลายมาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าจัดชั้นปกติในระดับหนึ่งมากขึ้น สำหรับแนวโน้มภาวะสินเชื่อภาคเรือนในไตรมาส 3 สถาบันการเงินคาดว่า ความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนประเภทสินเชื่อเพื่อครัวเรือนอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะจากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะปรับ ตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปี และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะลดลงจากความน่าเชื่อถือด้านเครดิต ของผู้กู้ที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ด้านมาตรฐานการให้สินเชื่อภาคครัวเรือนทุกประเภทจะยังเข้มงวดขึ้นเล็กน้อย จากความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินที่มีความระมัดระวังมากขึ้นในภาวะ ที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศยังมีความเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นบางธนาคารลดการตั้งกำไรจากการปล่อยสินเชื่อลง แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปล่อยกู้ที่ดีขึ้น


ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2552


คำถามน่ารู้


1. ไตรมาสที่ 3 นี้ สถาบันการเงินจะมีการแข่งขันกันมากขึ้นอันเนื่องมาจากสาเหตุใด


2. เหตุใดความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตจึงลดลง


3. จากความกังวลของสภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยสะท้อนให้เห็นถึงอะไร


โดย : นส.เพ็ญพร เดชะเลิศพาณิชย์ ID.5001203031

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รู้จักตลาดการเงิน

รู้จักตลาดการเงิน

ผู้เขียน: ฝ่ายวิจัยและพัฒนา AFET
แหล่งเผยแพร่: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน 16 มกราคม 2551

เมื่อพูดถึงการลงทุนโดยทั่วไปท่านจะนึกถึงการลงทุนอะไร การฝากเงินไว้กับธนาคาร การลงทุนในหุ้น การลงทุนในพันธบัตร และการลงทุนในกองทุน แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะยังค่อยไม่รู้จักและถือเป็นเรื่องใหม่ นั่นคือ การลงทุนในตลาดล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินหรือเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ ในคอลัมน์ "Commodity Corner" นี้ จะพูดถึงการลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) และก่อนที่จะพูดถึงการลงทุนใน AFET นั้น จะขอพูดถึงภาพรวมของตลาดการเงินทั่วโลกว่าเป็นอย่างไร

ตลาดการเงินของโลกนั้นจะมีความสลับซับซ้อนมาก จะเห็นได้จากตลาดการเงินภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และการไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุนในตลาดโลกที่หมุนเวียนเข้าออกผ่านตลาดการ เงิน (Financial Market) หลายประเภท ซึ่งแยกออกคร่าวๆ ได้ 5 ตลาดดังนี้

1. ตลาดทุน (Equity Market) เช่น ตลาดหุ้น ตลาดนี้ทุกท่านคงทราบรายละเอียดกันดีอยู่แล้ว

2. ตลาดตราสารหนี้ (Fixed Income and Debt Market) เช่น พันธบัตรต่างๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชน รวมถึงการซื้อขายอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Derivative) ที่มีการซื้อขายกันในตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ และผ่านทางธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เจ้าตัวหลังนี้นักลงทุนไทยอย่างเราๆ ไม่สามารถลงทุนได้โดยตรงครับ

3. ตลาดปริวัติเงินตรา (Foreign Exchange Market) ตลาดนี้ไม่ได้หมายถึงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามโต๊ะแลกเงินเฉยๆ เท่านั้น นะครับ แต่หมายถึงการซื้อขายเงินสกุลต่างๆ ผ่านนายหน้าหรือโบรกเกอร์ เช่น การซื้อขายหุ้น ซึ่งในต่างประเทศนักลงทุนสามารถซื้อขายคู่สกุลเงินผ่านโบรกเกอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลาดนี้อาจทำให้นักลงทุนมือใหม่หัวใจวายกันได้ง่ายๆ เนื่องจากเป็นตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว และเป็นการลงทุน แบบ High Leverage หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ท่านสามารถซื้อขายเงินตราได้ถึง 50 หรือ 100 เท่าของเงินลงทุน ทั้งนี้ สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยมีการทำธุรกรรมประเภทนี้ (แต่ไม่มี Leverage) ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย

4. ตลาดคอมมอดิตี้ (Commodity Market) ตลาด Commodity เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศไม่น้อยไปกว่าตลาดหุ้นเลยทีเดียว โดยจากแง่มุมของตลาดการเงินในที่นี้ จะหมายถึงตลาดซื้อขายอนุพันธ์ประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures ที่ใช้ราคาอ้างอิงจากสินค้าต่างๆ เช่น ทองคำ หรือ น้ำมัน ฉะนั้นหากพูดถึง Commodity Market แล้วเราจะหมายถึงตลาด Commodity Futures นั่นเอง การลงทุนในตลาดนี้เป็นการลงทุนแบบมี Leverage เช่นกัน ซึ่งปกตินักลงทุนจะลงทุนได้ประมาณ 20 – 30 เท่าของเงินต้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ลงทุน ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถลงทุนใน Commodity สินค้าเกษตรได้โดยตรง ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้มีการซื้อขาย Commodity 3 ประเภท ประกอบด้วย ยางพารา ข้าว และ มันสำปะหลัง

5. ตลาดเครดิต (Credit Market) ตลาดนี้มีความแตกต่างจากตลาดการเงินอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น เพราะการลงทุนใน Credit Market นั้น เป็นการซื้อขายความเสี่ยง อีกทั้งยังเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ล้วนๆ และมีการลงทุนซื้อขายกันในตลาดโลกระหว่างสถาบันการเงินต่างๆ เท่านั้น นอกจากนี้ Credit Derivative เป็นอนุพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าอนุพันธ์ประเภทอื่นทำให้ยากต่อการ ประเมินราคาหรือการบริหารความเสี่ยง

ตลาดการเงินทุกประเภทที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและ กัน ยกตัวอย่างเช่น ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์กับเงินบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคายางพาราที่ซื้อขายในตลาด AFET และอีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือ วิกฤติ Sub-Prime ในตลาดสินเชื่อของสหรัฐฯ ด้วยความยากในการประเมินราคาของ Credit Derivatives ดังนั้น เมื่อตลาดเงินกู้ความน่าเชื่อถือต่ำ (Sub-Prime Lending) ประสบปัญหา ราคาของอนุพันธ์ประเภทนี้ (CDO, CDS) จึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถาบันการเงินทั่วโลกต้องลดสัดส่วนการลงทุนเพื่อนำไปชดเชยความเสีย หายและสำรองต่อความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบด้านลบต่อตลาดการเงินในประเทศไทย

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุน จึงควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน เพื่อทำให้ท่านสามารมองหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในโอกาสที่เหมาะ สม ซึ่งในสัปดาห์หน้านั้น เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับตลาดล่วงหน้าในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ตลาด AFET และตลาด TFEX รวมทั้งมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากันครับ


คำถาม :

1. ใครเป็นผู้แต่งบทความ "รู้จักตลาดการเงิน"

2.ตลาดการเงินมีทั้งหมดกี่ตลาด อะไรบ้าง

3.ตลาดคอมมอดิตี้ (Commodity Market) เป็นตลอดที่ทำการซื้อขายอะไร


>> นายโอฬาร กาญจนเสถียร ID: 5001103153 C2/1



วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แกรมมี่ปลื้มยอดไตรมาส2 ฟุ้งผลกำไรทะลุ 200 ล้าน


แกรมมี่ปลื้มยอดไตรมาส2 ฟุ้งผลกำไรทะลุ 200 ล้าน
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ปลื้มผลประกอบการไตรมาส 2 รายรับที่ เผยรายได้รวม 1,991 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิทะลุ 207.9 ล้านบาท เหตุละครหลังข่าว-The Star 5-อีเวนต์จากต่างประเทศ กระตุ้นยอดธุรกิจสื่อ ล่าสุดบอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 55 สตางค์
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2552 ว่า บริษัทมีรายรับทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,991 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 207.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เพราะแม้ไตรมาส 2 จะมีปัจจัยลบรอบด้าน แต่บริษัทยังสามารถรักษาระดับของผลประกอบการไว้ได้
ทั้งนี้หากแบ่งประเภทธุรกิจนั้น แบ่งเป็นธุรกิจเพลงโดยรวมมีรายได้ 840.7 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้มีการยกเลิกและเลื่อนการจัดงาน เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจบริหารศิลปินมีรายได้ 116.9 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และธุรกิจโชว์บิซมีรายได้ 47.7 ล้านบาท ลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจดิจิตอลมีรายได้ 230 ล้านบาท เติบโต 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านธุรกิจภาพยนตร์มีรายได้ลดลง เนื่องจากไม่มีภาพยนตร์ใหม่เข้าฉายในไตรมาสนี้
สำหรับธุรกิจสื่อมีรายได้ 1,017.1 ล้านบาท เติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยธุรกิจโทรทัศน์มีรายได้ 443.2 ล้านบาท เติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากละครหลังข่าวและ The Star 5 มีเรตติ้งผู้ชมสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจวิทยุมีรายได้ 138.5 ล้านบาท ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการที่งบโฆษณาผ่านสื่อวิทยุโดยรวมลดลง แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการรีแบรนดิ้งคลื่นวิทยุ CHILL 89 FM และ HOT FM 91.5 ขณะที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีรายได้ 55 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาเช่นกัน
นอกจากนี้ ธุรกิจอีเวนต์มีรายได้ 380.3 ล้านบาท เติบโต 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการได้งานอีเวนต์ใหญ่หลายโครงการทั้งภาครัฐ และเอกชน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.55 บาทต่อหุ้น ขณะที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหลักทรัพย์ ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล) ในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2552 และจะจ่ายปันผลในวันพุธที่ 9 กันยายน 2552
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2453 16 ส.ค. - 19 ส.ค. 2552

คำถาม
1. กำไรสุทธิในไตรมาสที่2 มีเท่าไหร่?
2.ธุรกิจด้านเพลงมีรายได้รวมเท่าไหร่?
3.ธุรกิจด้านใดที่มีรายได้รวมมากกว่าช่วงปีที่แล้ว?
ผู้จัดทำ นางสาวปัทมา ศรีสวัสดิ์ 5001103142 c.2/1

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552


บลจ.กสิกรฯ ชี้ตั้งกองทุนหุ้นกู้เอกชนไม่ง่าย
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
บลจ.กสิกรไทยยอมรับไม่ง่ายตั้งกองหุ้นกู้เอกชน แม้ให้ผลตอบแทนดี แต่มีซัพพลายไม่พอกับความต้องการลงทุน
นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า แม้การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับเครดิตที่ดีจะเป็นโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสำหรับผู้ฝากเงินโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเผชิญกับภาวะของอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเช่นปัจจุบัน แต่ตลาดหุ้นกู้ของไทยก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมากในแง่ของซัพพลายของหุ้นกู้ที่ บลจ.จะไปหามาเพื่อตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา
ในกรณีของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เขาก็มีช่องทางในการระดมทุนโดยผ่านบริษัทแม่ในต่างประเทศไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินโดยผ่านตลาดตราสารหนี้ในไทย หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่ประมาณ 500 บริษัทนั้น มีบริษัทที่ระดมทุนโดยออก
หุ้นกู้ประมาณ 30-40 บริษัทเท่านั้น ไม่เกิน และขนาดของการออกหุ้นกู้แต่ละครั้งก็ไม่มาก จะมีบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่สามารถออกหุ้นกู้ขายในระดับหมื่นล้านบาทอยู่เพียงไม่กี่บริษัทซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บมจ.ปตท. หรือ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น
นอกจากนี้ ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำ บริษัทที่ต้องการออก
หุ้นกู้ก็ต้องการออกหุ้นกู้ที่มีอายุยาวเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยเอาไว้ต่ำ ซึ่งบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนของกองทุนรวมซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนไม่เกิน 3 ปี ตรงนี้ก็คือความยากของบริษัท ไม่เพียงเท่านี้จากภาวะดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันทำให้บริษัทผู้ออกเน้นทำตลาดโดยเปิดขายกับประชาชนทั่วไปได้ง่ายขึ้นถือเป็นอีกช่องทางในการระดมทุนโดยไม่ต้องผ่านกองทุนอีกด้วย
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ
บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมบริษัทจัดการลงทุนยังไม่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ว่าจะพิจารณาอนุมัติให้นายจ้างที่ประสบปัญหาด้านการเงินหยุดนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราวได้หรือไม่ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว
หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งผิดกับตอนแรกที่คาดว่าจะมีคนได้รับผลกระทบเลยทำเรื่องไปถึงกระทรวงการคลัง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญและก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร แต่ตอนนี้ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้เรื่องนี้คงไม่จำเป็นอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม พบว่าภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนายจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าบริษัทเอกชนอาจประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดย
บลจ.กสิกรไทย ไม่มีนายจ้างขอปิดกองทุนรวม ทั้งมีนายจ้างเข้าสู่ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


คำถาม
1. บริษัทขนาดใหญ่ที่ออกขายหุ้นกู้ระดับหมื่นล้านบาทคือบริษัทอะไร
2.ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
3.บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้ามาระดมเงินทุนโดยออกหุ้นกู้มีประมาณกี่บริษัท

ผู้จัดทำ
นางสาวสุภาพร โสภารี 5001103157 c.2/1



บทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจโลกทุนนิยม
โดย ดร.ปัญญลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ [30-10-2008]


วิกฤตการเงินสหรัฐอเมริกายังคงลุกลามขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงที่จุดใด ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเองก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในด้านการแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดีมาตรการที่กำลังจะออกมารับมือกับเรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าสถาบันทางการเงินที่กำลังมีปัญหาจะขานรับกับมาตรการที่ออกมามากน้อยเพียงใด

นักวิเคราะห์เชื่อกันว่าสาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ เกิดจากปัญหาซัพไพร์มของผู้กู้เงินซื้อบ้านในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัญหาดังกล่าวแท้จริงแล้วเกิดจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ หรือในที่นี้ก็คือบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าระบบการให้สินเชื่อในสหรัฐอเมริกานั้นต่างจากบ้านเรา การให้สินเชื่อในบ้านเรานั้นคิดการเป็นหนี้ต่อสถาบันการเงินตามมูลค่าที่ผู้กู้ยืมได้ยืมไป เช่น เมื่อกู้เงินซื้อบ้าน 3 ล้านบาทแล้วหากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้นั้น สถาบันจะทำการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดและหากมูลค่าไม่เพียงพอจากการชำระเงินกู้นั้นก็จะทำการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมเพื่อให้ครบวงเงินที่ได้กู้ยืมไป ซึ่งต่างจากการกู้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านในประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการกู้เงินดังกล่าวเป็นการกู้ซื้อสินทรัพย์นั้นๆและหากผู้กู้ไม่สามารถชำระสินทรัพย์ดังกล่าวได้ ก็เพียงแค่ถูกยึดสินทรัพย์ดังกล่าวไปเท่านั้น
สาเหตุที่ทำให้ผู้กู้ไม่ชำระเงินกู้แก่สถาบันการเงินนั้น ไม่ใช่เพราะเพียงศักยภาพที่ถดถอยลงของผู้กู้ยืมเท่านั้น แต่หากเป็นการลดลงของราคาสินทรัพย์เหล่านั้น เช่น บ้านที่เคยผ่อนอยู่มูลค่า 10 ล้านดอลล่าร์แต่จู่ๆ ก็ด้อยค่าลงเหลือเพียง 7 ล้านดอลล่าร์ทำให้ผู้กู้ไม่อยากชำระเงินต้นดังกล่าวเพราะราคาสูงเกินความเป็นจริง ดังนั้นการปล่อยให้ถูกยึดสินทรัพย์ดังกล่าวนั้นอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากกว่า เพราะหากสถาบันการเงินนั้นยึดบ้านไปแล้ว ก็สามารถขายทอดตลาดตามมูลค่าที่เหลืออยู่เท่านั้นโดยไม่กระทบต่อทรัพย์สินอื่นๆของผู้กู้เลย
ในบ้านเรานั้นได้มีนักวิเคราะห์หลายๆท่านออกมาบอกกล่าว และวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งลุกลามไปยังยุโรปและกำลังจะกลายเป็นปัญหาของโลกไปแล้วนั้น นักวิเคราะห์กำลังมองว่าโลกเรานี้ ถูกขับเคลื่อนไปด้วย ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญหลายอย่างด้วยกัน เช่น
-พลังงานซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนทุนนิยมในช่วงเวลาหลายสิบปี โดยพลังงานที่สำคัญก็คือ "น้ำมัน" ต้นเหตุของโลกทุนนิยมจะโตหรือไม่โตอยู่ที่น้ำมันจนกว่าจะมีพลังงานทดแทนใหม่เข้ามาที่สำคัญที่อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพลังงานไฮโดรเจนซึ่งคาดว่าระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้กว่าจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ทุนนิยมจะปั่นป่วนเพราะต้องหาพลังงานมาทดแทน จากความสำคัญนี้นี่เองก็ทำให้เกิดการเก็งกำไรจากความจำเป็นในการใช้มากยิ่งขึ้น
-ในโลกทุนนิยมนั้น พบว่าได้มีสัดส่วนเงินทุนสูงมากถึงประมาณ 52 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐส่วนใหญ่ คือเงินออมซึ่งอยู่ในรูปแบบกองทุนต่างๆ เช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญของประเทศต่างๆ ซึ่งพยายามทำกำไรให้แก่กองทุนดังกล่าวในรูปแบบการเก็งกำไรรูปแบบต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมานั้นผลกำไรจากการลงทุนนั้นสูงถึงกว่า 20% โดยในบางส่วนนั้นเป็นการเก็งกำไรจากการคาดการณ์ในทางตัวเลขไม่ใช่ Real Sector ซึ่งเรียกง่ายๆก็คือ การปั่นหรือเก็งราคาที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเอง ผลจากความผิดพลาดที่เกิดนั้นแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีของเลห์แมนบราเธอร์สซึ่งได้ลุกลามเป็นปัญหาและกลายเป็นจุดจบของสถาบันการเงินเก่าแก่แห่งนี้ด้วย
-นอกจากนี้พลังของโลกทุนนิยมวันนี้ ต่างจากหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งไม่มีการตีมูลค่าที่แท้จริง แต่เมื่อมีการตั้งมูลค่าขึ้นมาเป็นตัวเลขที่สูงแล้วมีการด้อยค่าเมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเกิดการขาดทุนในทางตัวเลข เช่นเดียวกับปัญหาซัพไพร์มที่มีการขาดทุนในทางตัวเลขเช่นเดียวกัน
จากข้อสันนิษฐานที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ในเบื้องต้นว่า สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โลกเราเกิดการสั่นสะเทือนในทางการเงินคือ "การเก็งกำไร" ด้วยการใช้ประโยชน์ในทางตัวเลข
การมองโลกในยุคทุนนิยมนั้นมีความแตกต่างกับยุควิวัฒนาการของอุตสาหกรรมหนักที่เป็นการทำกำไรในรูปแบบของการขายสินค้าหรือบริการอย่างแท้จริง
แต่ในยุคทุนนิยมนั้นผลิตภัณฑ์ในการทำกำไรนั้นได้เพิ่มรูปแบบเพื่อให้คนเราสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นนั้นก็คือ “เครื่องมือทางการเงิน” ซึ่งก็อีกนั่นแหละว่าการทำเช่นนี้มีความเสี่ยง มีผลกระทบเป็นวงกว้างและหลากหลายรูปแบบเช่นอย่างที่ประชาชนอย่างเรากำลังเผชิญอยู่กับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นที่เป็นผลจากการเก็งกำไรเมื่อนักลงทุนย้ายพอร์ตการลงทุนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่ต้องการ หรือราคาทองที่ถีบตัวสูงขึ้นจากการเก็งกำไรและปรับตัวเพิ่มขึ้น-ลดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนนอกจากการคาดการณ์ราคาไว้ล่วงหน้า
อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์เรานั้นมีความรู้ความเข้าใจในทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น เรารับรู้และเล่นเกมส์กับกลไกทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเชี่ยวชาญ เรารับรู้ว่าถึงการสร้างมูลค่าจากหลักการอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) เพื่อใช้มันในการทำกำไรให้แก่เรา
แต่เราอาจลืมนึกถึงความเป็นไปได้ในความเป็นจริงว่า การทำกำไรในรูปแบบดังกล่าวมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และจะมีผลกระทบกลับมายังระบบอย่างไรบ้าง
การมองโลกด้วยเหตุ และผลรวมทั้งการบริหารความเสี่ยงอาจช่วยให้เราฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้อาจหนักหน่วง กินเวลาอีกยาวนานและเป็นบทเรียนสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้จักกับโลกเราดียิ่งขึ้น..


คำถาม..
1.สาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ เกิดจากอะไร
2.พลังงานที่สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนทุนนิยมคือพลังงานอะไร
3.ระบบการให้สินเชื่อในสหรัฐอเมริกาต่างจากไทยอย่างไร

จัดทำโดย นางสาว สุภาพร โสภารี 5001103157 C2/1

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กฎเหล็กของการออม

กฎเหล็กของการออม







กฎเหล็กของการออม เคยแปลกใจไหมว่าทำงานมาตั้งหลายปีแล้วทำไมเก็บเงินไม่ได้เลย เคยกลัวบ้างไหมว่าวันหนึ่งหากมีปัญหาตกงานขาดรายได้ หรือเจ็บป่วยต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลจะทำอย่างไร? ยังมีอีกไหมที่ทำงานมีเงินเดือนแล้วแต่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ทุกเดือน แต่งงานมีครอบครัวแล้วแต่ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ญาติพี่น้องเรื่องเงินตลอดเวลา เคยแปลกใจไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น คำตอบง่ายๆ คือ ไม่ใส่ใจเรื่องการออม ไม่เห็นความสำคัญของการออม รู้สึกว่าการออมทำให้ชีวิตลำบาก คิดว่าเงินเดือนน้อยออมไม่ได้ พ่อแม่ร่ำรวยเลยไม่รู้จะออมไปทำไม รอเงินเดือนมากหน่อยแล้วค่อยออม ฯลฯ นี่คือสัญญาณอันตรายทางด้านการเงินในอนาคตของคนที่มีความคิดดังกล่าว หาเงิน ออมเงิน ใช้เงิน หลายคนทำได้เพียงสองข้อคือ หาเงินและใช้เงิน ไม่เคยสัมผัสคำว่าออมเงิน คือ เป็นคนมองโลกแง่ดีมากๆ มีงานทำมีเงินเดือนทุกเดือน ทำไปเรื่อยๆ เงินเดือนก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ลืมมองอีกด้านหนึ่งว่าเราก็ต้องอายุมากขึ้นทุกวันอาจเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ หรือบริษัทมีปัญหาอาจลดพนักงาน เราก็มีสิทธิตกงานได้ งานใหม่ก็ใช่ว่าจะหาได้ทันควัน ช่วงนั้นจะทำอย่างไรถ้าไม่มีเงินเก็บไว้บ้าง วงจรของชีวิตคนเราจะไปอีกไกล และตลอดเส้นทางเงินเป็นปัจจัยสำคัญพอสมควรทีเดียวที่จะพาชีวิตเราดำเนินไปอย่างมีความสุข ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอ เรามาตัดสินใจออมกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่า ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นการออมในขณะที่ยังมีรายได้อยู่ แต่อาจจะต้องหนักหน่อยกว่าจะถึงเป้าหมายหากเริ่มช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม และเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายการออมคงต้องมีกฎเหล็กกันหน่อยเพื่อเป็นกติกาช่วยให้เราไปถึงดวงดาว



1. บอกตัวเองให้เริ่มต้นการออมให้เร็วที่สุด เช่น เมื่อเริ่มทำงานได้รับเงินเดือนเดือนแรก ควรกำหนด แผนการออมและเป้าหมายเงินออมที่ต้องการ เพราะเรามีเวลาการออมประมาณ 38 ปีเท่านั้น

2. บอกตัวเองให้เก็บก่อนใช้ แบ่งเงินให้ดีจะออมเท่าไร? ต่อเดือน กำหนดวงเงินให้ ชัดเจน และบริหารเงินที่เหลือให้เพียงพอใช้จ่าย

3. บอกตัวเองให้ออมให้ได้มากที่สุด เพื่อเพียงพอสำหรับอนาคตและชีวิตหลังเกษียณ

4. บอกตัวเองให้ออมอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะไม่แก้ปัญหาด้วยการหยุดการออม

5. บอกตัวเองให้เลือกเครื่องมือการออมให้เหมาะสม เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

6. บอกตัวเองจะไม่ก่อหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้เหมาะสม

7. บอกตัวเองว่าจะไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่นในเรื่องการเงิน
จริงๆ แล้วกฎเหล็กทั้ง 7 ข้อนั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายในการออม

หากเราปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเราก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ไม่ยาก แต่หากเราไม่ใส่ใจปฏิบัติตามโอกาสไปถึงดวงดาวก็คงยาก ประโยชน์จากการออมไม่ได้ตกอยู่ที่ใคร เป็นประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น จะเริ่มออมได้หรือยัง?

คงต้องถามตัวเอง.



คำถามเด็กๆนะจ๊ะ
- หาเงิน กับใช้เงินแตกต่างกันอย่างไร
- ยกตัวอย่างกฎเหล็กของการออมเงินมา 2 ข้อ
- คุณมีหลักการใช้เงินในชีวิตประจำวันอย่างไร


http://namchiang.com/smf/index.php?topic=3290.0

นายโอฬาร กาญจนเสถียร 5001103153 c2/1 บริหารการเงิน