วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กฎเหล็กของการออม

กฎเหล็กของการออม







กฎเหล็กของการออม เคยแปลกใจไหมว่าทำงานมาตั้งหลายปีแล้วทำไมเก็บเงินไม่ได้เลย เคยกลัวบ้างไหมว่าวันหนึ่งหากมีปัญหาตกงานขาดรายได้ หรือเจ็บป่วยต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลจะทำอย่างไร? ยังมีอีกไหมที่ทำงานมีเงินเดือนแล้วแต่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ทุกเดือน แต่งงานมีครอบครัวแล้วแต่ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ญาติพี่น้องเรื่องเงินตลอดเวลา เคยแปลกใจไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น คำตอบง่ายๆ คือ ไม่ใส่ใจเรื่องการออม ไม่เห็นความสำคัญของการออม รู้สึกว่าการออมทำให้ชีวิตลำบาก คิดว่าเงินเดือนน้อยออมไม่ได้ พ่อแม่ร่ำรวยเลยไม่รู้จะออมไปทำไม รอเงินเดือนมากหน่อยแล้วค่อยออม ฯลฯ นี่คือสัญญาณอันตรายทางด้านการเงินในอนาคตของคนที่มีความคิดดังกล่าว หาเงิน ออมเงิน ใช้เงิน หลายคนทำได้เพียงสองข้อคือ หาเงินและใช้เงิน ไม่เคยสัมผัสคำว่าออมเงิน คือ เป็นคนมองโลกแง่ดีมากๆ มีงานทำมีเงินเดือนทุกเดือน ทำไปเรื่อยๆ เงินเดือนก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ลืมมองอีกด้านหนึ่งว่าเราก็ต้องอายุมากขึ้นทุกวันอาจเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ หรือบริษัทมีปัญหาอาจลดพนักงาน เราก็มีสิทธิตกงานได้ งานใหม่ก็ใช่ว่าจะหาได้ทันควัน ช่วงนั้นจะทำอย่างไรถ้าไม่มีเงินเก็บไว้บ้าง วงจรของชีวิตคนเราจะไปอีกไกล และตลอดเส้นทางเงินเป็นปัจจัยสำคัญพอสมควรทีเดียวที่จะพาชีวิตเราดำเนินไปอย่างมีความสุข ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรอ เรามาตัดสินใจออมกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่า ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นการออมในขณะที่ยังมีรายได้อยู่ แต่อาจจะต้องหนักหน่อยกว่าจะถึงเป้าหมายหากเริ่มช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม และเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายการออมคงต้องมีกฎเหล็กกันหน่อยเพื่อเป็นกติกาช่วยให้เราไปถึงดวงดาว



1. บอกตัวเองให้เริ่มต้นการออมให้เร็วที่สุด เช่น เมื่อเริ่มทำงานได้รับเงินเดือนเดือนแรก ควรกำหนด แผนการออมและเป้าหมายเงินออมที่ต้องการ เพราะเรามีเวลาการออมประมาณ 38 ปีเท่านั้น

2. บอกตัวเองให้เก็บก่อนใช้ แบ่งเงินให้ดีจะออมเท่าไร? ต่อเดือน กำหนดวงเงินให้ ชัดเจน และบริหารเงินที่เหลือให้เพียงพอใช้จ่าย

3. บอกตัวเองให้ออมให้ได้มากที่สุด เพื่อเพียงพอสำหรับอนาคตและชีวิตหลังเกษียณ

4. บอกตัวเองให้ออมอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะไม่แก้ปัญหาด้วยการหยุดการออม

5. บอกตัวเองให้เลือกเครื่องมือการออมให้เหมาะสม เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

6. บอกตัวเองจะไม่ก่อหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้เหมาะสม

7. บอกตัวเองว่าจะไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่นในเรื่องการเงิน
จริงๆ แล้วกฎเหล็กทั้ง 7 ข้อนั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้กับตัวเองเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายในการออม

หากเราปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเราก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ไม่ยาก แต่หากเราไม่ใส่ใจปฏิบัติตามโอกาสไปถึงดวงดาวก็คงยาก ประโยชน์จากการออมไม่ได้ตกอยู่ที่ใคร เป็นประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น จะเริ่มออมได้หรือยัง?

คงต้องถามตัวเอง.



คำถามเด็กๆนะจ๊ะ
- หาเงิน กับใช้เงินแตกต่างกันอย่างไร
- ยกตัวอย่างกฎเหล็กของการออมเงินมา 2 ข้อ
- คุณมีหลักการใช้เงินในชีวิตประจำวันอย่างไร


http://namchiang.com/smf/index.php?topic=3290.0

นายโอฬาร กาญจนเสถียร 5001103153 c2/1 บริหารการเงิน
"แผนการเงินของใครของมัน ชีวิตคนเราเงื่อนไขและภาระไม่เหมือนกัน กรอบสำคัญคือแผน แต่ละคนควรจะมีแผนของตัวเอง"

อาจจะชอบและหยิบแผนของคนอื่นมาเป็นกรอบได้ แต่ก็ต้องปรับให้เหมาะกับตัวเอง" นั่นเป็นวิธีคิดของ "นิศารัตน์ รัตนศักดิ์โสภณะ" ผู้ดำเนินรายการสาวสวยประจำสถานี Money Channel
แผนการเงินของเธอไม่ได้ลึกลับซับซ้อนไปกว่าคนอื่น แค่วางแผนเพื่อให้วัยเกษียณต้องมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ไม่ได้กะเกณฑ์ว่าต้องมีเท่านั้นเท่านี้ แต่จะต้องอยู่อย่างไม่ลำบาก ซึ่งเมื่อมีเป้าหมายแบบนี้ จึงเดินตามแผนด้วยการเก็บออมและลงทุนในช่องทางต่างๆ ตามแบบฉบับของเธอ นิศารัตน์เล่าว่าเธอเริ่มปลูกต้นออมตอนอายุประมาณ 26 ก็ถือว่าไม่ช้า
"จะเรียกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ได้ แต่จะมีรายได้มาจากหลายทางหน่อย ซึ่งพอมีรายได้เข้ามาโดยปกติก็จะจัดสรรเก็บไว้เป็นสัดส่วน อันดับแรกเลย จะออมก่อนเดือนละ 20% จัดให้อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ 10% และฝากประจำ 10% ถ้าเอามาใช้ก่อนจะไม่สบายใจ ส่วนที่เหลือแล้วค่อยใช้ แต่ปกติจะเซ็ทค่าใช้จ่ายเอาไว้แล้ว เช่น ค่าน้ำมันไม่เกิน 5 พัน ค่าโน่นค่านี่เท่าไหร่ พยายามไม่ให้เกินงบประมาณ นอกจากฝากแบงก์ ก็มีลงทุนด้วยการซื้อคอนโดมิเนียม"
เมื่อเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ทุกเดือน ก็ต้องมาวางแผนเรื่องภาษี นอกจากฝากเงินแล้ว จึงลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อหาทางประหยัดภาษี แต่ละปีจะคำนวณไว้เลยว่าจากรายได้คาดการณ์ทั้งปี ปีนี้จะซื้อเท่าไหร่ จากนั้นจะทยอยเก็บเงินเอาไว้ รอซื้อในจังหวะที่หุ้นตก ไม่จำเป็นต้องถึงจุดต่ำที่สุด แต่เมื่อถึงระดับหนึ่งที่พอใจก็ซื้อ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าหุ้นจะตกต่ำสุดตรงไหน ซึ่งเมื่อซื้อแล้วก็ไม่คาดหวังอะไรมาก แค่ได้ประหยัดภาษีก็พอใจแล้ว
นิศารัตน์บอกว่า เธอทำงานอยู่ที่สถานี Money Channel ก็จริง แต่ไม่ถนัดลงทุนในตลาดหุ้น เป็นเพราะไม่มีเวลานั่งมอนิเตอร์ และไม่อยากฟังคนอื่นพูดว่าหุ้นตัวนี้ดีแล้วรีบลงทุน ฉะนั้น จะไม่ซื้อหุ้นด้วยตัวเอง รู้ตัวว่าเราไม่เหมาะกับการลงทุนประเภทนี้ เป็นคนที่พร้อมจะรับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ไม่มากเท่าลงทุนในหุ้น
"คิดว่าเราคงไม่เหมาะกับหุ้นเท่าไหร่ เอาแบบได้ผลตอบแทนน้อยๆ แต่ได้เรื่อยๆ ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนเยอะเหมือนคนอื่นก็ได้ แต่ในอนาคตถ้าพร้อมที่จะเสี่ยงก็อาจจะเปลี่ยนใจได้ แต่ตอนนี้ไม่ลงทุน"
เธอเล่าว่า ที่จริงแล้วการลงทุนที่ถูกจริตที่สุดน่าจะเป็นทองคำ เป็นคนที่ชอบซื้อทอง ทั้งทองแท่งและทองรูปพรรณ เริ่มจากที่แม่ของเธอสะสมไว้ให้เรื่อยๆ และคลุกคลีกับทองมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านเป็นร้านเครื่องมือช่างทอง เลยทำให้เห็นอะไรพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก และตระหนักอยู่เสมอว่า ทองคำเป็นสิ่งที่มีมูลค่าในตัวเอง ก็จะเก็บสะสมมาพอสมควร แม้เวลาซื้อตอนนี้คนอาจจะบอกว่าซื้อทองตอนแพง แต่ก็ยังซื้อ เพราะเราไม่ได้ขายตอนนี้ แต่ซื้อแล้วเก็บยาว ลงทุนทุกอย่างต้องมองยาวๆ
นิศารัตน์บอกว่า อาจจะมองว่าเธอเป็นคนรอบคอบเรื่องการเงินมาก เพราะเคยผิดพลาดเรื่องการใช้เงินมาแล้ว แต่ก่อนใช้เงินเก่งมาก และใช้แบบไม่คิด จึงไม่อยากพลาดอีก ปัจจุบันถ้าเป็นการใช้บัตรเครดิต จะไม่รูดไปก่อน โดยไม่มีเงินจ่าย เพราะไม่ชอบมีหนี้ ยิ่งถ้าไม่รู้ตัว หนี้จะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ
"เคยมีหนี้แล้วแก้ได้ ตอนนั้นก็ใช้เงินตามประสาเด็กจบใหม่ เริ่มทำงานมีเงินเข้ามา มีเงิน 2 หมื่นสบายแล้ว ก็ใช้ไปเรื่อย แต่ความที่ใช้เงินแบบประมาท ใช้จ่ายเพลิดเพลิน ปาร์ตี้สังสรรค์ ชอปปิง ก็รูดบัตรเครดิตไปเรื่อย เริ่มจากมีบัตรเครดิต 2 ใบ ด้วยความที่คิดว่าหมุนเงินได้ ก็หมุนไปหมุนมาเป็นวัวพันหลัก พอสเตทเมนท์มาก็ชำระขั้นต่ำตลอด ดอกเบี้ยทบขึ้นทุกเดือน พอมารู้ตัวอีกที ไม่ได้มีหนี้แค่ 2 หมื่น แต่มันหลายหมื่นจนจะเหยียบแสน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็มหัศจรรย์ อยากให้ทุกคนอ่านตอนทำบัตรเครดิต ที่เขาเขียนเงื่อนไขไว้ด้านหลังจะได้รู้ว่ากฎเกณฑ์เขาเป็นยังไง"
นิศารัตน์บอกว่าเป็นช่วง 1 ปีที่ใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลิน แต่พอตัดสินใจว่าจะปลดหนี้บัตรเครดิต ก็ตัดบัตรเครดิตแล้วส่งคืนเลย ช่วงแก้หนี้ ไม่ได้ตั้งเป้าว่ากี่เดือนต้องปลดให้หมด แต่ตอนนั้นมีเงินเท่าไหร่ใส่หมด เพราะไม่อยากมีหนี้อีกแล้ว ตอนสเตทเมนท์มาเราเห็นดอกเบี้ยว่ามันเยอะแค่ไหน พยายามใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ก็ใช้เวลาประมาณ 8 เดือนก็สะสางหมด
กุญแจสำคัญในการปลดหนี้ของนิศารัตน์ คือมานั่งดูค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน และจดลงบนหน้ากระดาษ จะเห็นเลยว่า มีอะไรบ้างที่เป็นของฟุ่มเฟือยที่เราสามารถตัดได้ เช่นเสื้อผ้า กระเป๋า ข้าวของแบรนด์เนม
"ตอนนั้นคิดว่า ไม่มีของใหม่ซัก 8 เดือนคงไม่เป็นอะไร จากที่ซื้อกระเป๋าเดือนละ 3 พันบาท รองเท้าเดือนละเป็นพัน เงินค่าปาร์ตี้ พอมาจดเราจะเห็นว่า ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนคือเงินที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ตอนนั้นไม่เคยคิดออมก่อนใช้ ใช้ไปเรื่อย แต่ช่วงปลดหนี้ก็ยังใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ขมขื่นกับการแก้หนี้มาก เช่น ปกติดูหนังอาทิตย์ละ 3 เรื่องก็เหลือเรื่องเดียว เลือกเรื่องที่เราอยากดูที่สุด ลดชอปปิง ลดปาร์ตี้ ลดกิน ลดสังสรรค์ เมื่อลดกิจกรรมพวกนี้ก็ไม่ต้องเดินทาง กินข้าวนอกบ้านให้น้อยลง เบ็ดเสร็จเดือนหนึ่งเหลือเงินเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือน
แต่ตอนนั้นแม่ก็ช่วยด้วย เขาสงสารช่วยโปะอีกนิดหน่อย เพราะเขาเห็นเราตั้งใจแก้ไขหนี้ จากนั้นก็เป็นโรคกลัวบัตรเครดิตไปเลย กลัวการเป็นหนี้ ไม่อยากกลับไปเป็นหนี้อีก หลังจากนั้น ได้งานใหม่พอดี ทำไปทำมาก็วางแผนเลย ซื้อสมุดมาจด เขียนเลยว่าเงินเดือนเข้ามาเท่าไหร่ เราจะออมเท่าไหร่ เราทำงานตรงนี้แล้วฟังคนโน้นคนนี้พูดตลอดเรื่องออมเงิน เราก็คิดว่าจะใช้ชีวิตโดยลดความฟุ้งเฟ้อลงมาบ้าง"
เป็นบทเรียนทางการเงินที่นิศารัตน์ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เธอบอกว่าโชคดีที่มีเหตุการณ์นี้ เพราะถ้าไม่มี วันนี้อาจจะยังใช้เงินฟุ่มเฟือยและใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออยู่





คำถาม

1.คุณนิศารัตน์ชอบการลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่ เพราะอะไร?

2.คุณนิศารัตน์มีการวางแผนในการใช้เงินที่ดี วางแผนถึงอนาคต คุณนิศารัตน์ได้ทำการวางแผนทาง

การเงินแบบใดบ้าง?

3.คุณนิศารัตน์ได้บทเรียนอะไรจากการใช้บัตรเครดิต?



ที่มา.. http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/personal/20090705/57387/ปลดหนี้บัตรเครดิต..บทเรียนการเงิน.html

ผู้จัดทำ นางสาวปัทมา ศรีสวัสดิ์ 5001103142 c.2/1

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
เรื่อง : สรวิศ อิ่มบำรุง


“ทองคำ” ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในการลงทุนทางเลือก ที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ รวมทั้งนักลงทุนไทยในปัจจุบัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่การจะลงทุนในทองคำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ก็อาจจะพาให้เจ็บตัวได้เช่นเดียวกัน

ในสภาวะที่ทองคำ ได้กลับมาอยู่ในโฟกัสของถนนสายการลงทุนอีกรอบ อย่างน้อยถ้าเล็งเป้าเข้าไปลงทุนในทองคำ มีเรื่องอะไรบ้างที่นักลงทุนควรรู้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการลงทุนของตัวเอง

การลงทุนในทองคำมีเรื่องอะไรที่นักลงทุนควรจะรู้บ้าง เราลองมาฟังคำแนะนำจากผู้รู้ที่เชี่ยวชาญกับการลงทุนในทองคำแนะนำกัน


รู้จักรูปแบบและต้นทุนการลงทุน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์" ผู้จัดการกองทุน ฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย แนะนำว่า นักลงทุนควรจะต้องรู้จักรูปแบบการลงทุนในทองคำว่ามีอะไรบ้าง ทองคำแท่ง 99.99% ทองคำแท่ง 96.5% ทองรูปพรรณ กองทุนรวม หรือตั๋วสัญญา ซึ่งการลงทุนแต่ละรูปแบบจะมีต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากจะมองในแง่ของการลงทุนแล้วทองรูปพรรณอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะมีต้นทุนค่ากำเน็จ ทำให้แพงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น

ในขณะที่การลงทุนในทองคำแท่ง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมน่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการลงทุนมากกว่า

“ในแง่ของต้นทุนการลงทุนในทองคำกองทุนรวมถือว่าค่อนข้างถูกกว่าการลงทุนใน รูปแบบอื่นๆ แม้ทองคำแท่งจะมีส่วนต่างของการซื้อเข้าขายออกประมาณ 100 บาท ก็ตาม แต่ถ้าไม่ใช่ทองคำแท่งขนาดมาตรฐานในบางครั้งก็จะมีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม เข้าไปอีกต่างหาก ตรงนี้ผู้ลงทุนก็ต้องพิจารณาประกอบการลงทุนด้วยในเรื่องของต้นทุน”


รู้จักปัจจัยที่กระทบราคาทองคำ

นอกจากผู้ลงทุนควรจะรู้จักรูปแบบของการลงทุนในทองคำแล้ว ยังควรจะรู้จักปัจจัยที่มีผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำด้วย

- ค่าเงินดอลลาร์ โดย “โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทยบอกว่า ราคาทองจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะทองคำซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อไรที่ค่าเงินดอลลาร์เพิ่มค่าขึ้น ราคาทองจะปรับตัวลดลง

ดังจะเห็นได้จากราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา (สิ้นปี 2550-11 พ.ย.2551) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 13.36% ในขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงไปประมาณ 12.16% และในปี 2007 ที่ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นมา 30.94% นั้น ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงไป 8.41%

“เป็นเรื่องยากที่จะวัดว่าค่าของทองควรจะอยู่ที่เท่าไร อยู่ที่คนให้ค่า แต่เมื่อคนมองว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงราคาทองจึงวิ่งขึ้นมา อยู่ที่มุมมองของคนที่มีต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐด้วย”

- ดีมานด์ซัพพลาย ดร.วิน บอกว่า ในแง่ของดีมานด์และซัพพลายในตลาดโลกจะมีอยู่ 2 มิติ คือ มิติที่ 1 เป็นความต้องการบริโภคทองคำจริงๆ ในยามที่เศรษฐกิจโลกดี คนจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณความต้องการบริโภคทองคำมากขึ้น ในขณะที่ยามที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อของคนจะลดน้อยลงไป ความต้องการบริโภคทองคำก็จะลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

และในมิติที่ 2 เป็นความต้องการบริโภคทองคำในแง่ของการลงทุน ซึ่งดูจะตรงข้ามกับมุมมองแรก คือ ในยามที่เศรษฐกิจแย่ คนมีแนวโน้มจะหันมาถือครองทองคำมากขึ้นในฐานะที่ทองคำมีคุณลักษณะของ สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง แต่ถ้าเศรษฐกิจดี คนก็จะถือครองทองคำลดลง

"จะเห็นว่าราคาทองคำในมิติที่ 2 นี้ จะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าออกในตลาดทองคำในลักษณะของ การลงทุน ต่างจากมุมมองในมิติแรกที่เป็นความต้องการใช้จริงๆ ของโลก ส่วนซัพพลายของทองในตลาดโลกค่อนข้างที่จะตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำไม่ควรจะต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่มีการประเมินกันว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500-600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ดังนั้น ราคาทองคำที่ระดับนี้จึงเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งสำหรับทองคำ”

- เงินเฟ้อ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดี (Inflation Hedge) ในยามที่อัตราเงินเฟ้อสูง ราคาทองคำก็จะปรับตัวสูงขึ้น และในยามที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ ราคาทองคำก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังจะมีความต้องการถือครองทองคำมากขึ้นในช่วงที่มีภาวะสงครามเกิดขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ผู้ลงทุน ควรจะต้องรู้


เป็นนักลงทุนสไตล์ไหน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร" ประธานชมรมคนออมเงิน แนะนำว่าผู้ลงทุนในทองคำ ควรจะค้นหาตัวเองให้เจอว่าตัวเองเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนเป็น "นักลงทุนระยะยาว (Investor)" หรือ "นักลงทุนแบบซื้อมาขายไป (Trader)" ถ้าเป็นนักลงทุนแล้วปัจจุบันยังไม่มีทองคำในพอร์ตที่ราคาทองคำบาทละ 12,400-12,500 บาท สามารถที่จะเข้ามาซื้อเพื่อลงทุนได้เป็นลักษณะซื้อเก็บไป

ส่วนตัวเองก็ซื้อเก็บไปเรื่อยๆ ไม่ได้ขายอะไร เป็นส่วนที่คงจะส่งมอบความมั่งคั่งให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต แต่ถ้าเป็นนักลงทุนควรจะซื้อแล้วถือยาว 6 เดือนขึ้นไปแล้วค่อยมาดุว่าตอนนั้นราคาทองคำเป็นอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจ ขายก็ได้

แต่ถ้าเป็นเทรดเดอร์ซื้อมาขายไป ราคาทองคำขึ้นมาบาทละ 300-400 บาท กำไร 2-3% ก็ต้องขายทิ้งแล้วค่อยมารับกลับไปใหม่ที่ราคาต่ำกว่าเดิมในลักษณะของการเล่น รอบ ถ้าทำได้แบบนี้ทุกเดือนคุณจะมีกำไร 24-36% ดีกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3-4% ค่อนข้างมากทีเดียว

"ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือเทรดเดอร์ที่ลงทุนโดยตรงในทองคำคงจะเหมาะกับผู้ ที่มีความรู้ ชอบศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล มีเวลาที่จะติดตามภาวะตลาด สามารถที่จะดูแลการลงทุนด้วยตัวเองได้ แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมอาจจะเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาที่จะติดตามการลงทุน มากนัก การซื้อขายก็ง่ายสะดวกคล่องตัวกว่าด้วย"


ใช้เงินเย็นลงยาว-ไม่ควรกู้มาลงทุน

โดย "จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี" นายกสมาคมค้าทองคำ แนะนำว่า การลงทุนในทองคำควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวและใช้เงินเย็นลงทุน ไม่ควรจะกู้เงินมาลงทุน เพราะถึงจะมีกำไรก็ไม่คุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเงินเย็นเมื่อนำมาลงทุนในกรณีที่ผิดพลาดขึ้นมาก็ยังมีทองคำอยู่ใน มือเก็บเอาไว้ได้ ไม่เป็นศูนย์แน่นอน

โดยถ้ามองในแง่ของการลงทุนควรจะเป็นการลงทุนใน “ทองคำแท่ง” ซึ่งสามารถลงทุนได้ทั้งทอง 99.99% และ 96.5% เพราะไม่มีความแตกต่างกันลงทุนได้ทั้งคู่ เพราะเนื้อทองคำได้สะท้อนอยู่ในราคาแล้วทำให้ราคาทองคำ 96.5% ซึ่งเป็นทองคำมาตรฐานของไทยมีราคาที่ถูกกว่าทองคำ 99.99% ดังนั้นจะลงทุนทองคำ 99.99% หรือ 96.5% ก็ไม่ต่างกัน และควรจะแบ่งเงินมาลงทุนในทองคำประมาณ 30% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวมเท่านั้น

“แต่ในแง่ของจำนวนในการซื้อลงทุน ทองคำแท่ง 99.99% น้ำหนักมาตรฐานที่ลงทุนกันจะมีน้ำหนัก 1 ก.ก. ขึ้นไป หรือคิดเป็นน้ำหนักทองไทยประมาณ 65.6 บาท ส่วนทองคำแท่ง 96.5% จะลงทุนตั้งแต่ 10 บาท ขึ้นไป”


การลงทุนทางเลือกในพอร์ต

โชติกา บอกว่า ทองเป็นหนึ่งในประเภททรัพย์สิน (Aseet Class) ที่สำคัญที่ควรจะมีอยู่ในพอร์ตการลงทุนแต่ไม่ควรจะเยอะ อยู่ในส่วนที่เรียกว่าการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ส่วนการลงทุนพื้นฐานทั่วไปที่มีอยู่ในพอร์ตก็จะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ ส่วนทางเลือกการลงทุนอื่นก็จะเป็นทอง หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งไม่ควรจะเป็น 50% ของพอร์ต เพราะไม่ใช่หุ้นหรือตราสารหนี้ที่จะมาจัดสรรเงินทุนในลักษณะนั้น

ทองควรจะมี 5-10% ในพอร์ต แต่จะมีเท่าไรขึ้นกับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ ถ้าชอบทองมากๆ อาจจะ 15% ของพอร์ตก็ได้ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ควรจะมีอยู่ในพอร์ตเพราะมีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสาร หนี้น้อยคือมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ที่ต่ำ

“นอกจากนี้ ทองยังมีดีมานด์ซัพพลายของตัวเอง ไม่เพียงเท่านี้ทองยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีค่าในตัวเองโดยไม่ต้องมีดี มานด์ซัพพลายจึงเป็นสินทรัพย์ที่ดีมากเพราะเป็นของที่มีค่าเป็นแร่ธาตุที่มี ค่า เพราะฉะนั้นทองจึงมีค่าในตัวเอง ไม่ใช่ดิน หรือทองแดงที่อาจจะมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมที่จะต้องไปดูดีมานด์ซัพพลาย แต่ทองเป็นแร่ธาตุที่มีค่าเหมือนเพชร จึงเป็นสินทรัพย์ที่ควรจะให้ความสนใจแต่ไม่ควรจะมากเกินไปเท่าไร”


ความสะดวกสบายในการลงทุน

โชติกามองว่า สำหรับการลงทุนนั้น ความสะดวกสบายก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนตัวถ้าอยากซื้อทองจะไม่ไปเยาวราช เพื่อซื้อทองถ้ามองเป็นเรื่องลงทุน อาจจะไปซื้อแต่เวลาขายขึ้นมา เอาทองไปขายก็ไม่สะดวก แต่ขายทองผ่านกองทุนทำได้ง่ายเหมือนขายหุ้น

สมมติซื้อไว้ 10 บาท ขึ้นมาเป็น 13 บาท จะขายเอากำไรออกมา สามารถทำได้ทำที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนั่งรถไปที่ร้านทอง ในมุมนี้การลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวมน่าจะตอบโจทย์นักลงทุนได้ดีกว่าไม่ว่า จะเป็นนักลงทุนระยะยาวหรือนักลงทุนในลักษณะเก็งกำไรก็ตาม

“ทุกอย่างในการลงทุนผู้ลงทุนควรจะต้องพิจารณาในเรื่องของต้นทุนและค่าใช้ จ่ายในการลงทุน ซื้อกองทุนรวมเป็นอีกทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายต่ำและมีความสะดวกในการซื้อขาย สามารถที่จะซื้อขายได้ทันทีเหมือนหุ้น”

เช่นเดียวกับ ดร.วิน ที่มองว่า การพิจารณาในเรื่องของความสะดวกในการซื้อขายเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน ทองคำของบางร้านเขาซื้อเฉพาะทองคำร้านตัวเองเท่านั้น ถ้าซื้อทองคำจากต่างจังหวัดจะมาขายที่ร้านทองในเยาวราช บางครั้งเขาก็ไม่รับซื้อ ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องคิดถึงด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนทองเยาวราชไปขายที่ไหนก็คงจะมีคนซื้อ แต่ราคาที่ได้ก็คงจะไม่ได้เต็มราคาแน่นอน เพราะร้านที่รับซื้อเขาก็ต้องคิดถึงกำไรที่จะได้รับเช่นเดียวกัน

"อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวมค่อนข้างสะดวกสบาย ราคารับซื้อและขายคืนก็มีชัดเจนแน่นอน เหมือนกันทั่วประเทศ ซื้อขายได้ทันที ไม่ว่าจะมากหรือน้อย จึงน่าจะเป็นรูปแบบการลงทุนในทองคำที่เหมาะกับการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง”

6 เรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนในทองคำ อาจจะพอเป็นไกด์ไลน์การลงทุน ก่อนกระโจนเข้าสมรภูมิทองคำ

คำถาม
1. ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำ
2. ทำไมราคาทองคำจึงขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อ
3. ปัจจุบันสามารถลงทุนผ่านทองคำทางใดบ้าง

นำเสนอบทความโดย นางสาวรัฐสิริ กูลกิติโกวิทย์ 5001103149 c2/1